ก้าวทันการขนส่งทางเรือของประเทศไทย

สำหรับประเทศไทยแล้วการขนส่งทางเรือเป็นทางเลือกอันดับต้นๆของการคนส่งสิ้นค้าออกนอกประเทศ ด้วยเหตุผลที่ว่าการขนส่งทางเรือสามารถที่จะขนครั้งละมากๆ มีต้นทุนที่ต่ำ ประเทศไทยถ้าวัดการขนส่งทางเรือกับทั่วโลกแล้วอยู่ในอันดับที่ 22 ปริมาณการเดินเรือสิ้นค้ามีจำนวนถึง 4,200 ล้านตัน ต่อปี คิดเป็นมูลค่าการส่งออกการค้าโลกถึง 20 % จากการสำรวจของเรือคอนเทนเนอร์ที่เข้ามาเทียบท่าที่ประเทศไทยต่อปีถึง 5,900,000 ตู้คอนเทนเนอร์  โดยมีท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยคือ ท่าเรือแหลมฉบังเป็นที่หลักในการขนส่งสิ้นค้า จำนวนเรือที่เทียบท่าปีละ 10,526 ลำมีการขนส่งสิ้นค้าถึง 80 ล้านเมตริกตัน ซึ่งหลักๆเป็นการขนส่งรถหลานแสนคัน ทางเรือขนส่งของสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทะเลโดยอยู่ในอันดับที่ 2 ของโลก ซึ่งมีการพัฒนาทางเรือแคลง หรือ Port Klang ประเทศที่เป็นทางผ่านของศูนย์กลางการเดินของที่น่าสนใจอีกหนึ่งประเทศก็คือ มาเลเซีย โดยมีทางเรือแคลงเป็นทางเรื่องที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เปิดรับเรือขนส่งคอนเทนเนอร์ และสิ้นค้าต่างๆที่ทำการขนส่งทางเรือทั้งหมดจากเหตุผลนี้ทำให้ทางเรือนี้ติดอยู่ในอันดับที่  14 ของโลก ในเวลา 20 ปี…

การขนส่งสินค้าทางเรือ เพื่อช่วยลดต้นทุนในการขนส่ง

การส่งสินค้าทางทะเล นับเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการส่งสินค้า ที่มีมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน และในอนาคตเชื่อว่าการส่งสินค้าทางน้ำเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ และค้าขายในโลกอย่างแน่นอน เพราะเป็นรูปแบบของการส่งสินค้าแบบเดียวที่ส่งได้ครั้งละมากๆ มีต้นทุนในการเดินทางต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับปริมาณสินค้าที่ขนส่ง ในไทยการขนส่งทั้งขาเข้าและออก เน้นไปที่การส่งออกทางทะเลเป็นส่วนใหญ่ การขนส่งทางน้ำนั้นมีอิทธิพลต่อการส่งออกสินค้าสู่ตลาดโลกอย่างมาก ซึ่งการขนส่งทางทะเลนั้นก็ต้องมีขั้นตอน และผู้ที่เกี่ยวข้อง อาทิ – เจ้าของเรือ (Ship Owner) คือ ผู้ที่ซื้อเรือมาจากบริษัทที่สร้าง และพัฒนาเรือ โดยการซื้อและทำการจดทะเบียนเพื่อนำมาประกอบธุรกิจ – ผู้เช่าเรือ (Ship Charterer) คือ ผู้ที่ทำการเช่าเรือจากผู้ซื้ออีกที มีการทำสัญญาเช่าเป็นรายวัน เดือน หรือปี เพื่อนำมาส่งสินค้า – ตัวแทนสายเดินเรือ และตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (Shipping Agent & Freight Forwarder) คือ…